เปลี่ยนภาษา :
   หน้าหลัก ผลงานวิชาการ

ชื่อบทความ: ไวนิลคลอไรด์ (vinyl chloride) และผลกระทบทางสุขภาพ

กว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา “พลาสติก” เข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท เนื่องจากคุณสมบัติที่เหมาะสมของพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพ ทางเคมี ตลอดจนถึงการนำไฟฟ้า จากข้อมูลส่วนแบ่งบรรจุภัฑณ์ทางการตลาดของยุโรป พบว่า พลาสติกได้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทางอาหารและเพื่อการปรับสภาพทางเภสัชกรรมมากกว่าร้อยละ 38 ของบรรจุภัฑณ์ทั้งหมด(1) สำหรับหนึ่งในประเภทของพลาสติกที่ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ไวนิลคลอไรด์ (vinyl chloride) โดยส่วนประกอบของไวนิลคอลไรด์มากกว่าร้อยละ 95 ใช้เป็นโมโนเมอร์ (monomer) ในการผลิตพลาสติกโพลีไวนิลคอลไรด์ (polyvinyl chloride หรือ PVC) ซึ่งเป็น 12 % ของพลาสติกที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก โดยมากจะถูกนำมาใช้ทำท่อน้ำพลาสติกมากที่สุด นอกจากนี้ยังได้ถูกนำมาใช้ในทำวัสดุปูพื้น ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ในการขนส่ง(2) ไวนิลคลอไรด์เป็นสารที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดการเปลี่ยนรูปของสารเคมีบางตัว เช่น สาร trichloroethylene, trichloroethane และ tetrachloroethylene ซึ่งสารเหล่านี้หากถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์บางชนิดสามารถทำให้เกิดสารไวนิลคลอไรด์ขึ้นได้ การผลิตไวนิลคลอไรด์ในประเทศสหรัฐอเมริกามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% จากช่วงต้นทศวรรษ 1980 ถึงต้นปี 1990 โดยมีการเติบโตในปัจจุบันประมาณ 3% ต่อปี(3) ในการเคลื่อนย้ายสารไวนิลคลอไรด์เข้าสู่สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เกิดจากโรงงานที่ผลิตสารนี้โดยตรงหรือเกิดจากโรงงานแปรรูปพลาสติก ซึ่งอาจมีการปลดปล่อยสารตัวนี้ไปในอากาศหรือในน้ำเสีย นอกจากนี้ไวนิลคลอไรด์ยังพบในควันบุหรี่ แต่พบในระดับต่ำมาก ไวนิลคลอไรด์ในรูปของเหลวมีคุณสมบัติในการระเหยได้ง่าย ไวนิลคลอไรด์ในน้ำหรือดินจะระเหยอย่างรวดเร็วหากอยู่ใกล้พื้นผิว ไวนิลคลอไรด์ในอากาศสามารถสลายตัว และส่งผลให้เกิดสร้างสารประกอบเคมีอื่นๆอีกหลายชนิด เช่น กรดไฮโดรคลอริก ฟอร์มาลดีไฮด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ ไวนิลคลอไรด์บางชนิดสามารถละลายในน้ำได้ และสามารถเคลื่อนย้ายไปยังน้ำใต้ดินทำให้เกิดโอกาสการรับสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมมาสู่มนุษย์มากขึ้น

เราสามารถสัมผัสไวนิลคลอไรด์เข้าสู่ร่างกายได้ถึง 3 ช่องทางด้วยกัน ได้แก่ รับสัมผัสผ่านทางกิน เช่น การกลืนอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนไวนิลคลอไรด์จากพลาสติกหุ้มภาชนะหรือภาชนะบรรจุ PVC คนส่วนใหญ่จะสามารถสัมผัสรสไวนิลคลอไรด์ในน้ำที่ความเข้มข้นเท่ากับ 3.4 ppm เป็นต้นไป ช่องทางถัดมาได้แก่ รับสัมผัสผ่านทางการหายใจ เช่น การหายใจหรือการสูดดมการผลิตหรือเผาไวนิลคลอไรด์ หรือจากไซด์ฝังกลบขยะที่มีการปนเปื้อนไวนิลคลอไรด์ ช่องทางสุดท้ายคือรับสัมผัสผ่านผิวหนัง เช่น การสัมผัสไวนิลคลอไรด์โดยตรง เนื่องจากไวนิลคลอไรด์มักมีอยู่ในสถานะแก๊ส จึงมักพบในอากาศใกล้โรงงานผลิตพลาสติกและโรงงานแปรรูปไวนิลคลอไรด์ ตลอดจนสถานที่กำจัดขยะและหลุมฝังกลบ ปริมาณไวนิลคลอไรด์ในอากาศที่อยู่ใกล้กับสถานที่เหล่านี้มีตั้งแต่ปริมาณน้อยจนไม่สามารถตรวจวัดได้ไปจนถึงปริมาณมากกว่า 1 ppm และมีการพบระดับที่สูงถึง 44 ppm ในอากาศที่ฝังกลบขยะบางแห่ง นอกจากนี้เรายังสามารถสัมผัสกับไวนิลคลอไรด์ในอากาศผ่านควันบุหรี่จากบุหรี่หรือซิการ์ (ทั้งสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง) ระดับไวนิลคลอไรด์ในควันบุหรี่มีค่าต่ำโดยปกติแล้วประมาณ 5-10 นาโนกรัมต่อบุหรี่ (nanogram คือ 0.000000001 กรัม) จากรายงานพบว่า เรายังสามารถรับสัมผัสกับไวนิลคลอไรด์ในระดับต่ำได้โดยการดื่มน้ำจากบ่อที่ปนเปื้อน ในการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พศ. 2525 พบว่า ไวนิลคลอไรด์มีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 1 ของน้ำบาดาลจำนวน 945 แห่งที่ผ่านการทดสอบ ความเข้มข้นของไวนิลคลอไรด์ในน้ำบาดาลมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.008 ppm การศึกษาอื่น ๆ ได้รายงานปริมาณไวนิลคลอไรด์ที่ตรวจพบในน้ำใต้ดินอยู่ในช่วงความเข้มข้นต่ำกว่าหรือเท่ากับ 0.38 ppm นอกจากนี้การไหลผ่านของน้ำผ่านท่อพีวีซีได้เพิ่มปริมาณไวนิลคลอไรด์ลงไปในน้ำน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ในการศึกษาท่อที่เพิ่งติดตั้งใหม่ ในน้ำมีไวนิลคลอไรด์ 0.001 ppm(3) แต่อย่างไรก็ตามสารไวนิลคลอไรด์มีผลกระทบต่อสุขภาพหลายด้าน และสามารถรับสัมผัสเข้าสู่ร่างกายพร้อมกันได้หลายช่องทาง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องรู้จักสารนี้และผลกระทบต่อสุขภาพให้เพิ่มขึ้นค่ะ

เมื่อสารไวนิลคลอไรด์เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะหายใจหรือกลืนเข้าไป สารเหล่านี้จะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตอย่างรวดเร็ว และจะเกิดกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม (metabolism) ที่ตับ  กระบวนการเมตาบอลิซึ่มที่ตับจะเปลี่ยนเป็นสารไวนิลคลอไรด์เป็นสารประกอบตัวใหม่ สารประกอบใหม่ ๆ เหล่านี้มีอันตรายมากกว่าไวนิลคลอไรด์เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับสารเคมีภายในร่างกายและรบกวนการทำงานของร่างกาย สารประกอบเหล่านี้จะถูกหมุนเวียนกลับเข้าในระบบหมุนเวียนโลหิตอีกครั้ง ถูกกำจัดออกทางไต และถูกขับออกจากร่างกายในรูปของปัสสาวะ ไวนิลคลอไรด์ทำให้เกิดความเป็นพิษที่ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CVS) ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท อาการวิงเวียนศีรษะ มึนเมา ความเมื่อยล้า ชาและการรู้สึกเสียวซ่าของแขนขา การรบกวนทางสายตา โคม่าและหากรับสัมผัสในปริมาณสูงอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้การได้รับสารไวนิลคลอไรด์เรื้อรังอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ตับอย่างถาวร และอาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผิวหนังและกระดูกของมือ การสูดดมก๊าซไวนิลคลอไรด์อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงที่ระบบทางเดินหายใจ หายใจถี่และเกิดโรคหลอดลมอักเสบจากสารเคมี ทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจผิดปกติ (Reactive Airway Dysfunction Syndrome หรือ RADS) ซึ่งเป็นโรคหอบหืดที่เกิดจากสารเคมีหรือเกิดการระคายเคืองที่ระบบทางเดินหายใจ ในกลุ่มประชากรที่เป็นเด็กอาจมีความเปราะบางมากขึ้นเนื่องจากมีอัตราการหายใจต่อกิโลกรัมสูงและความสามารถในการขับสารนี้ออกนอกร่างกายน้อยกว่าในผู้ใหญ่

จากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าสารไวนิลคลอไรด์สามารถปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้หลายช่องทาง ซึ่งสามารถรับสัมผัสเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ผ่านทางสถานการณ์ต่างๆได้ การรับสัมผัสแต่ละช่องทางเป็นการเพิ่มปริมาณไวนิลคลอไรด์ในร่างกายและทำผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการรับสัมผัสสารไวนิลคลอไรด์ในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ทางอาหารต่างๆ ตลอดจนการใช้พลาสติกบรรจุน้ำจะต้องเลือกใช้พลาสติกที่มีมาตราฐานปราศจากการปนเปื้อนของไวนิลคลอไรด์ และพยายามไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารนี้ในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อการมีสุขภาพที่ดี ป้องกันไว้ดีกว่าแก้นะคะ

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. European Markets for Plastics, 2008; www.plasticseurope.org, visited in July 2018
  2. สุทธิพัฒน์ วงศ์วิทย์วิโชติ, 2555. Vinyl chloride. มูลนิธิสัมมาอาชีวะ; http://www.summacheeva.org/index_thaitox_vinyl_chloride.htm, visited in September 2018
  3. Agent of Toxic Substances and Disease Registry (ATSDR). Public Health Statement for Vinyl Chloride, 2006; https://www.atsdr.cdc.gov/phs/phs.asp?id=280&tid=51, visited in September 2018
  4. Haned, Z, Moulaya, S., Lacorteb, S. (2018). Migration of plasticizers from poly(vinyl chloride) and multilayerinfusion bags using selective extraction and GC–MS. Journal of Pharmaceutical and Biomedical Analysis, 156: 80-87.
เมื่อวันที่ : 4 ตุลาคม 2561
    

ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :


ข้อมูลสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ : * เฉพาะ a-z , 0-9
รหัสผ่าน : *
ยืนยันรหัสผ่าน : *


ข้อมูลส่วนตัว
บัตรประจำตัวประชาชน : * เฉพาะตัวเลขเท่านั้น
สถานะ :
คำนำหน้าชื่อ :
ชื่อ :
นามสกุล :
วันเดือนปีเกิด : * เลือกวันเดือนปีเกิด
ที่อยู่ :
E-mail : *
รูปภาพประจำตัว :


ข้อมูลสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่านเก่า :
รหัสผ่านใหม่ :
ยืนยันรหัสผ่าน :


ข้อมูลส่วนตัว
บัตรประจำตัวประชาชน :
สถานะ :
คำนำหน้าชื่อ :
ชื่อ :
นามสกุล :
วันเดือนปีเกิด :
ที่อยู่ :
E-mail :
รูปภาพประจำตัว :