เปลี่ยนภาษา :
   หน้าหลัก บทความวิชาการ

วัฒนธรรม ตราบาป และปัญหาสุขภาพ

 

Erving Goffman (1963) อธิบายถึงแนวคิดตราบาป (Stigma) ไว้ว่า กำเนิดมาจากสมัยกรีกโบราณ หมายถึง เครื่องหมายหรือยี่ห้อทางร่างกาย ซึ่งถูกออกแบบขึ้นเพื่อแสดงถึงความอัปยศ อับอาย หรือเสื่อมเสีย เช่น อาชญากรถูกประทับเครื่องหมายบนแขน เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ของเขาว่า เป็นคนที่ขาดศีลธรรม อย่างไรก็ตามตามความหมายของคำมักถูกใช้เพื่อนำเสนอให้เห็นถึงความอับอายมากกว่าหลักฐานทางร่างกาย Goffman ยังขยายและให้ความหมายของตราบาปว่า คือคุณลักษณะหรือความแตกต่างที่ไม่พึงประสงค์ของบุคคลซึ่งส่งผลให้บุคคลไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวถูกกำหนดโดยการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อันเป็นการให้ความหมายทางสังคม

กล่าวโดยสรุป ความหมายของตราบาปที่ถูกอธิบายกับบุคคลหรือกลุ่มคนมีความหมายถึงบุคคลหรือกลุ่มคนเหล่านั้นอ่อนแอ เฉื่อยชา ไม่สมบูรณ์ อันตราย เลวร้าย และไร้อำนาจ ลักษณะดังกล่าวมีผลทำให้บุคคลรู้สึกอับอาย รู้สึกผิด ไม่ยอมรับตนเอง และเป็นพื้นฐานของการถูกปฏิเสธจากสังคมหรือการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งสามารถแบ่งตราบาปได้ 3 ประเภท คือ 1) ตราบาปจากลักษณะทางสรีระ เช่น ความพิการ 2) ตราบาปจากลักษณะหรือบุคลิกภาพของบุคคล เช่น คนที่มีอาการทางจิต นักโทษ 3) ตราบาปที่มาจากความเป็นชาติ ศาสนา ชนชาติ เช่น ชนเผ่าต่างๆ ประเภทของตราบาปที่กล่าวมาไม่สามารถแยกกันได้อย่างเด็ดขาด และอาจมีการซ้อนทับกันมากกว่า 1 ประเภท ซึ่งทำให้นำไปสู่ปฏิกิริยาเชิงลบมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคเรื้อน มักอยู่ในตราบาปทั้ง 3 ประเภท โดยผู้ป่วยโรคเรื้อนต้องเผชิญกับความพิการทางร่างกายที่ชัดเจน เช่น มือเท้ากุดสั้น คดงอ และในสังคม วัฒนธรรมมีความเชื่อว่าโรคเรื้อน เกิดจากพฤติกรรมส่ำสอนทางเพศ และคนที่มีบาปในอดีต ตลอดจนสามารถติดต่อทางกรรมพันธุ์ในครอบครัวและเครือญาติ (Boonmongkon, 1994) ทำให้เห็นผู้ป่วยโรคเรื้อน นอกจากต้องทุกข์ทรมานจากการป่วยด้วยโรคแล้ว ยังต้องเผชิญกับตราบาปที่สังคมและวัฒนธรรมประกอบสร้างขึ้น เป็นประสบการณ์ความทุกข์ทางสังคมยิ่งกว่าการป่วยด้วยตัวโรคเรื้อนอีก

การใช้ความเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพในฐานะเป็นอุปมาอุปมัย : กระบวนการสร้างทางสังคมวัฒนธรรมของโรค ที่มีตราบาป ความหมายของอุปมา อุปมัย คือการใช้ภาษาหรือคำพูดบางอย่างเพื่ออธิบายให้เห็นถึงเรื่องราว หรือความหมายของปรากฏการณ์อีกอย่างที่ซ่อนเร้นไว้ เพราะไม่สามารถสื่ออกมาได้ตรงๆ เนื่องจากเรื่องราวหรือปรากฏการณ์นั้นเป็นสิ่งที่คนในสังคมไม่อยากหรือไม่ต้องการจะพูดออกมาตรงๆ การใช้อุปมาอุปมัยเป็นส่วนหนึ่งของทุกสังคม วัฒนธรรม

Susan Sontag (1979) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความหมายทางวัฒนธรรมของการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพว่าสัญญาณหรืออาการ อาการแสดงของการเจ็บป่วยมีลักษณะทางชีววิทยา หรือการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุที่ไม่ชัดเจน ไม่มีคำอธิบายที่แน่นอน การรักษาที่ไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดี ตลอดจนการเจ็บป่วยหลายๆอย่างจึงมีความจริงอย่างอื่นอีก ซึ่งแสดงในรูปแบบของจินตนาการทางสังคมวัฒนธรรม เช่น โรคมะเร็ง โรคจิตเภท โรคเอดส์ โรคเรื้อน วัณโรค หรือแม้แต่โรคปัญหาใหม่ๆ เช่น ไข้หวัดนก ไข้ซิกา เป็นต้น โรคเหล่านี้เป็นโรคแห่งความน่าเกียจ น่ากลัว ยิ่งนำคัวโรคไปโยงกับความเชื่อศีลธรรม หรือพฤติกรรมทำให้โรคเหล่านี้กลายเป็น โรคแห่งความไร้ศีลธรรม คุณธรรม ความต่ำต้อยด้อยค่า ดังนั้นโรคหรืออาการผิดปกติหรือปัญหาสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางชีววิทยา แต่ยังเป็นเรื่องราวของการที่โรคถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงมิติเชิงลบของชีวิตทางสังคม เช่น โรคเอดส์เป็นแล้วตายทุกคน เป็นโรคของเกย์หรือคนที่ส่ำสอนทางเพศ เป็นการสะท้อนความน่ากลัวของโรคและการขาดศีลธรรมอันดีงานของไทยในเรื่องเพศ หรือคอรัปชั่นคือมะเร็งร้ายของสังคม เป็นการสะท้อนทัศนะการไม่ยอมรับและการเกลียดกลัวอย่างมากต่อปัญหาคอรัปชั่นในสังคม

ผลของการใช้โรคเป็นอุปมาอุปมัยในการเปรียบเทียบเรื่องราวบางอย่าง ได้สร้างความกลัวเกี่ยวกับโรคและความกลัวต่อการเป็นโรค ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อท้องถิ่น ได้สร้างคุณสมบัติที่สองต่อจากชีววิทยาของโรค นั้นคือ ตราบาปของโรค ซึ่งยังผลให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนั้นถูกปฏิเสธ ถูกกีดกั้นออกจากสังคม และทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัว ตื่นตระหนกต่อโรคและผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว รวมทั้งบุคคลที่สัมพันธ์กับผู้ที่มีตราบาปด้วยได้แก่ คนใกล้ชิด/ในครอบครัว ญาติผู้ป่วย

การปรับตัวของบุคคลและครอบครัวต่อตราบาป บุคคลมีแนวโน้มที่จะต่อต้าน เปลี่ยนแปลงตราบาปที่ถูกยัดเยียดให้กับเขา รวมทั้งปัญหาตราบาป Schur (1980) ได้แบ่งกระบวนการปรับตัวของบุคคลและครอบครัวต่อตราบาปไว้ 3 แบบคือ 1) ปิดบัง ซ่อนเร้นตราบาป เช่น การหลีกเลี่ยง พบปะคนในสังคม การปกปิดตราบาปโดยการใส่เสื้อผ้ามิดชิดปกปิดตราบาป 2) การทำตราบาปให้น้อยลง เช่น บอกว่าเป็นอย่างอื่นหรือทำตัวเหมือนคนปกติ 3) เผชิญหน้าหรือปฏิเสธตราบาป ส่วนใหญ่ เป็นในลักษณะกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน การรณรงค์เพื่อหวังให้สังคมเข้าใจและลดการตีตรา

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าบุคคลหรือกลุ่มคนที่ป่วยด้วยโรคหรือมีปัญหาสุขภาพกับโรคที่มีตราบาป ที่มีพื้นฐานสาเหตุมาจากความคิด ความเชื่อในสังคมที่ไม่ถูกต้อง เป็นมายาคติ เช่น โรคเอดส์ วัณโรค โรคเรื้อน ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่พบในสังคมไทยและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขในด้านต่างๆ เช่น การยอมรับการวินิจฉัยโรค การักษาอย่างต่อเนื่อง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆในการดูแลรักษาตนเอง และการป้องกันควบคุมโรคไม่ให้ติดต่อในครอบครัว ชุมชน ทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติของตัวโรคเองในการรักษา และผลกระทบจากตราบาปดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับความทุกข์ทรมานด้านจิตใจ เกิดความรู้สึกอับอาย สงสารตัวเอง เกิดความกลัวและวิตกกังวลต่อการถูกสังคมรังเกียจ กลัวการที่ครอบครัว คนใกล้ชิดจะติดโรคจากตัวเอง กลัวเมื่อรักษาหายแล้วจะดำรงชีวิตในสังคมอย่างไร สังคมจะยอมรับหรือไม่ ด้านความสัมพันธ์ของครอบครัว ญาติพี่น้องหรือแม้แต่สังคมในที่ทำงานอาจส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย ในด้านการยอมรับการวินิจฉัยโรค ความร่วมมือในการรักษาโรค ยอมส่งผลกระทบแน่นอน ผู้มีอาการสงสัยหรือผู้ป่วยจะไม่ยอมรับการวินิจฉัย หรือเข้ารับการรักษาล่าช้า หรือไม่ร่วมมือในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรักษาไม่ได้ผล ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการป่วยที่มากขึ้น การดื้อยา การแพร่เชื้อในครอบครัว ชุมชนและสังคม

          ตราบาป เป็นเรื่องการประกอบสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์กับหลายๆเรื่อง ฝังลึกลงไประบบคิดผ่านประสบการณ์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมทั้งตราบาปในเรื่องสุขภาพและการเจ็บป่วย/โรคด้วย ดังนั้นการยอมรบความจริงทางสังคม และร่วมกันรื้อและสร้างความรู้ ความเข้าใจ โดยการความหมายใหม่ที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมให้กับโรคหรือปัญหาสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากในวงการแพทย์และสาธารณสุขในการจัดการเกี่ยวกับปัญหาโรคติดต่อเรื้อรังและโรคอื่นๆ อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาและการป้องกันควบคุมโรคต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

Boonmongkon, P. (1994). Khi thut, “The Disease of social Loathing” An Anthropological Study of the Stigma of

Leprosy in Rural Northeast Thailand. Social and Economic Research Project Report No 16, UNDP/World

Bank/WHO Special Programme for Research and Training in Tropical Disease.

Goffman, E. (1963). Stigma; Notes on the Management of Spoiled Identity. New Jersey: Prentice-Hall, Englewood

Cliffs.

Schur, E. (1980). The politics of Deviance: Stigma Contests and the Uses of Powers. New Jersey: Prentice-Hall,

Englewood Cliffs. Englewood Cliffs.

Sontag, S. (1979). Illness as Metaphor. New York: Random House.

 

เมื่อวันที่ : 4 กันยายน 2561
    

ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :


ข้อมูลสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ : * เฉพาะ a-z , 0-9
รหัสผ่าน : *
ยืนยันรหัสผ่าน : *


ข้อมูลส่วนตัว
บัตรประจำตัวประชาชน : * เฉพาะตัวเลขเท่านั้น
สถานะ :
คำนำหน้าชื่อ :
ชื่อ :
นามสกุล :
วันเดือนปีเกิด : * เลือกวันเดือนปีเกิด
ที่อยู่ :
E-mail : *
รูปภาพประจำตัว :


ข้อมูลสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่านเก่า :
รหัสผ่านใหม่ :
ยืนยันรหัสผ่าน :


ข้อมูลส่วนตัว
บัตรประจำตัวประชาชน :
สถานะ :
คำนำหน้าชื่อ :
ชื่อ :
นามสกุล :
วันเดือนปีเกิด :
ที่อยู่ :
E-mail :
รูปภาพประจำตัว :