เปลี่ยนภาษา :
   หน้าหลัก ผลงานวิชาการ

15 โรคระบาดในช่วงฤดูฝน

 

            ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปมากเนื่องจากปัญหาภาวะโรคร้อน ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่หลายโรค รวมทั้งความรุนแรงของโรคก็เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเชื้อโรคมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยตัวยาและวิธีเดิมได้ โดยเฉพาะในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากมีสภาพที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต โดยโรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้เตือนประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่

            1. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ ซึ่งโรคนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ โดยจากโครงการบริการวิชาการ เรื่อง  “ร้านอาหารปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค” ปี 2560 ได้ตรวจประเมินมือผู้สัมผัสอาหาร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ (QS) จำนวนทั้งสิ้น 36 ร้าน โดยใช้น้ำยาตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียขั้นต้น พบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในมือผู้ประกอบการร้านค้า จำนวนมากถึง 19 ร้าน คิดเป็นร้อยละ 52.78 ซึ่งจะส่งผลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก การปนเปื้อนนี้อาจเกิดมาจากสุขลักษณะที่ไม่เหมาะสม และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดโรค เช่น ความสกปรกของห้องน้ำที่มีมากกว่าฤดูอื่น  นอกจากนี้ ยังพบว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี สามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง

            2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม เขตเมืองที่มีน้ำเน่าเสีย ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะต้องเข้าไปกำจัดหนูและบุคคลผู้มีความเสี่ยงจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น รองเท้าบู๊ท เพื่อไม่ให้สัมผัสน้ำที่เป็นสื่อนำโรคโดยเฉพาะเมื่อร่างกายมีบาดแผล ดูแลสุขาภิบาลที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนู เช่น การกำจัดขยะ มีแสงสว่างที่เหมาะสม การระบายอากาศที่ดี และมีการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ

            3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปีก เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้ ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตเนื่องจากไม่มียารักษาเพราะเป็นเชื้อไวรัสและมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขควรต้องมีการวางแผนรับมือการระบาดของโรคอุบัติใหม่ต่างๆที่จะเกิดขึ้นเพื่อควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

            4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่

                        4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มากกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้

                        4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา

                        4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้

            5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้

 


อ้างอิง

1. สำนัก สารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. สธ. ออกประกาศเตือนประชาชนป้องกัน 15 โรคสำคัญฤดูฝน เผยปี 54 พบป่วยเกือบ 7 แสนคน. กระทรวงสาธารณสุข  Ministry of Public Health Website. May 20, 2012. Available at: http://www.moph.go.th

2. กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ และคณะ. 2545. แนวทางเวชปฏิบัติโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในผู้ใหญ่. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ : 22 สิงหาคม 2560
    

ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :


ข้อมูลสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ : * เฉพาะ a-z , 0-9
รหัสผ่าน : *
ยืนยันรหัสผ่าน : *


ข้อมูลส่วนตัว
บัตรประจำตัวประชาชน : * เฉพาะตัวเลขเท่านั้น
สถานะ :
คำนำหน้าชื่อ :
ชื่อ :
นามสกุล :
วันเดือนปีเกิด : * เลือกวันเดือนปีเกิด
ที่อยู่ :
E-mail : *
รูปภาพประจำตัว :


ข้อมูลสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่านเก่า :
รหัสผ่านใหม่ :
ยืนยันรหัสผ่าน :


ข้อมูลส่วนตัว
บัตรประจำตัวประชาชน :
สถานะ :
คำนำหน้าชื่อ :
ชื่อ :
นามสกุล :
วันเดือนปีเกิด :
ที่อยู่ :
E-mail :
รูปภาพประจำตัว :