นั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง พิมพ์งานจนนิ้วหงิก อ่านเมลจนตาจะระเบิดพฤติกรรมกระตุ้น Office Syndrome

นั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง พิมพ์งานจนนิ้วหงิก อ่านเมลจนตาจะระเบิดพฤติกรรมกระตุ้น Office Syndrome
เมื่อวันที่ : 3 เมษายน 2557

นั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง พิมพ์งานจนนิ้วหงิก อ่านเมลจนตาจะระเบิดพฤติกรรมกระตุ้น Office Syndrome

“ทำงานในออฟฟิศดูเหมือนไม่มีความ อันตราย” นายแพทย์วิวัฒน์ เอกบรูณะวัฒน์ แห่งโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เปิดประเด็น ซึ่งก็จริง… “นั่งทำงานในห้องแอร์เย็นๆ มีคอมพิวเตอร์ให้คนละตัว วันๆ ถ้าไม่ประชุมก็นั่งเพ่งอยู่กันที่หน้าจอนี่แหละ นั่งทำงานในท่าซํ้าๆอยู่ที่เดิมทั้งวัน เก้าอี้ก็แข็งนั่งไม่สบาย ฟังดูเหมือนจะดี แต่นี่คือต้นเหตุของโรคที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ (Office Syndrome) โรคยอดฮิตของคนทำงานในสมัยนี้นั่นเอง”

ก็เพราะลักษณะการทำงานแบบนี้นี่แหละ ที่เป็นต้นเหตุของอาการเกี่ยวกับตาและปวดเมื่อยหลัง ต้นคอ ไหล่ ศีรษะ แขนข้อมือ โดยที่คุณๆ อาจไม่รู้สาเหตุ และเมื่อต้องทำงาน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน 5-6 วันต่อสัปดาห์ ด้วยพฤติกรรมซํ้าๆ เดิมๆ หลายคนจึงมีอาการร่วมหลายอย่าง บางคนชาตามมือและเท้า บางคนปวดตา ตาแห้งสู้แสงไม่ค่อยได้ บางคนเป็นภูมิแพ้ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป อาการน่ารำคาญแบบนี้อาจลุกลามเป็นโรคที่รุนแรงได้

ท่าทางการทำงาน-สภาพแวดล้อมในการทำงาน คือปัจจัยหลัก

เก้าอี้ปรับความสูงไม่ได้ แข็งไป อ่อนไป ความสูงและระยะห่างของคอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด ไม่เหมาะสม การวางข้อมือบน เม้าส์ผิดท่าและขาดซัพพอร์ต ขนาดของเม้าส์ไม่เหมาะสมกับขนาดของมือ การนั่งหลังงอ นั่งไขว่ห้าง นั่งไม่เต็มเบาะ ศีรษะและคอไม่ตั้งตรง หลังส่วนล่างไม่มีซัพพอร์ต เท้าไม่วางแบนราบบนพื้น แม้แต่การวางแฟ้มงานหรือสิ่งของใต้โต๊ะทำงาน ล้วนมีผลต่ออาการปวดคอ ปวดข้อมือ ปวดหลังของเราทั้งนั้น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ก็คือการจ้องแสงไฟนานๆ นั่นเอง อาการปวดตา ตาลาย ตาแห้งจึงเกิดขึ้นตามมา การจองมองคอมฯ นานๆ ทำให้เรากระพริบตาน้อยกว่าปกติ บวกกับมีสารระเหยจากเครื่องใช้ และอุปกรณ์สำนักงาน และระบบระบายอากาศ ยิ่งทำให้ตาแห้งและระคายเคืองง่ายเข้าไปใหญ่ ถ้าพนักงานอายุมากหน่อย ตาจะยิ่งแห้ง ยิ่งไปกว่านั้นคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า (ไม่ใช่จอ LCD) ไฟที่จอกระพริบอยู่ตลอด จะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ที่เป็นไมเกรนมีอาการปวดหัวหนักเข้าไปอีก อย่างไรก็ดี คุณหมอวิวัฒน์บอกว่า ยังไม่มีรายงานบ่งชี้ชัดว่า การใช้ คอมพิวเตอร์นานๆ เป็นเหตุให้สายตาสั้นอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน ในออฟฟิศที่แออัด และออฟฟิศที่จัด แบบเปิดโล่ง พนักงานจะมีความเครียดแฝง เพราะไม่มีพื้นที่ส่วนตัว อาการปวดตา ปวดคอ ปวดข้อมือ จะสูงกว่าผู้ที่ทำงานในออฟฟิศที่มีการกั้นพื้นที่ส่วนตัว ในสัดส่วนเหมาะสม ระบบระบายอากาศรวมนั้นเป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก บางออฟฟิศซื้อเฟอร์นิเจอร์มาใหม่หมด เดินเข้าไปก็จะได้กลิ่นฉุนกึกปะทะจมูก นั่นคือกลิ่นของนํ้ายาติเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) หรือนํ้ายาล้างศพนั่นเอง ไอของฟอร์มัลดีไฮด์จะระคายตา จมูก และผิวหนัง ถ้าสูดดมเข้าไปมากๆ จะวิงเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก เครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็นฉํ่าใน ที่ทำงานนั้นแหละตัวดี จะมีขี้ฝุ่นสะสมเป็นคราบหนา เมื่อเจอความชื้นเข้าไปก็พัฒนาเป็นเชื้อรา แล้วก็ฟุ้งกระจายออกมาในอากาศตามแรงลมของแอร์นั่นเอง เมื่อเราหายใจเอาเชื้อราเหล่านี้ ก็เป็นเหตุให้เกิดโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ นอกจากนี้ ยังมีแบคทีเรีย ชื่อ Legionella ที่พบบ่อยบริเวณท่อหล่อเย็นของระบบปรับอากาศ (Cooling Tower) ถ้าระบบไม่ดี นํ้าแอร์มีการรั่วซึม เจ้า Legionella ก็จะฟุ้งกระจายออกมา เมื่อสูดดมเข้าไปมากๆ หรือนานๆ จะทำให้ปอดอักเสบ และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ อุปก ณ์สำนักงานบางชนิด เ ช่น ปากกา White Board และนํ้ายาลบคำผิด มีสารระเหยไซลีน (Xylene) เป็นส่วนประกอบ เมื่อเปิดฝาสารนี้ก็จะระเหยฟุ้งในออฟฟิศ เครื่องถ่ายเอกสารเองก็ปล่อยทั้งรังสียูวี และไอหมึก ซึ่งมีพิษต่อตับ และในระหว่างขบวนการถ่ายเอกสารนั้น จะเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงปล่อยทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และโอโซนออกมา เมื่อสูดดมเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นอันตรายแก่ปอดได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบสะสม ไม่ได้เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน ออฟฟิศในตึกใหม่ๆ หรือตึกที่มีการบริหารจัดการสถานที่ดีๆ จะมีปัญหาเรื่องนี้น้อยมาก ปัญหาจะมาจากการที่แต่ละออฟฟิศ วางผังของตัวเองให้เหมาะสม และถูกหลัก ergonomic มากกว่า

ที่มา : www.gotoknow.org/posts/489454   /  www.facebook.com/Giffarine.Member111061752?filter=3